|
|
|
สมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
|

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
- หลังจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ เสนาบดี และข้าราชการผู้ใหญ่ (เช่นเจ้าพระยาพระคลังว่าที่สมุหพระกลาโหม พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา พระาราชสุภาวี ว่าที่สมุหนายก) ได้ประชุมปรึกษาพร้อมใจกันกราบทูลอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าฟ้ามงกุฎสมมุตเทวาวงศ์ ฯ ซึ่งทรงผนวชอยู่ที่วัดบวรนิเวศน์วิหารเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ ได้จัดให้มีพระราชพิธีทรงลาผนวช ขึ้นเมื่อวันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๔
- พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระนามเดิมว่าสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎสมมุติเทวาวงศ์ ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระบรมราชินี ประสูติเมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๔๗ ทรงผนวชเป็นสามเณร เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๓๖๐ ประทับอยู่ ณ วัดมหาธาตุ ๘ เดือนจึงลาผนวช ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๗ เสด็จประทับจำพรรษาอยู่ ณ วัดสมอราย ทรงผนวชอยู่เป็นเวลานานถึง ๒๗ พรรษา จึงได้ลาผนวชเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๔
- พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระราชกรณียกิจอันเป็นคุณประโยชน์ต่อประเทศไทยเป็นอันมาก ทรงมีพระปรีชาญาณอันฉลาดเฉียบแหลม และมีความรอบรู้ในสรรพวิชาการทั้งปวง ทรงตัดสินพระทัยดำเนินนโยบายติดต่อกับประเทศมหาอำนาจทางตะวันตก โดยการทำสนธิสัญญากับประเทศต่าง ๆ เหล่านั้น ซึ่งเป็นผลดีต่อประเทศ ทำให้เศรษฐกิจการค้าเจริญก้าวหน้าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้านการบริหารภายในประเทศ พระองค์ทรงปฏิรูปเงินตรา จากการใช้เบี้ยหอยมาเป็นเงินเหรียญเงินบาท ทางด้านการทหาร ตำรวจ ทรงปรับปรุงโดยใช้วิทยาการใหม่ ๆ ทางด้านการปกครอง ทรงวางแนวทางการปกครองตามระบอบเสรีประชาธิปไตย โดยให้เหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ และเสนาบดีลงมติเลือกผู้ที่จะเป็นพระมหากษัตริย์ต่อไป ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนาและเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกทุกศาสนา พระราชกรณียกิจต่าง ๆ เหล่านี้เป็นที่ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรชาวไทยสมกับพระราชสมัญญานามว่า "พระราชบิดาแห่งการปฏิรูป"
- พระองค์เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติอยู่ ๑๘ พรรษา เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๑๑ สิริรวมพระชนมายุได้ ๖๕ พรรษา ทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดารวม ๘๒ พระองค์
- พระบรมราชสัญลักษณ์ประจำรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนามเดิม "มงกุฎ" ใช้รูปมหามงกุฎ

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
- พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่า ประเทศไทยมีความเจริญรุ่งเรืองสมบูรณ์พอที่จะสร้างเรือรบกลไฟขึ้นไว้ใช้ในประเทศ จึงโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ว่าที่พระสมุหกลาโหมสั่งเครื่องกลไฟเข้ามาต่อภายในประเทศ เรือกลไฟที่ทดลองต่อในครั้งนั้น ต่อเป็นเรือพระที่นั่งบ้าง เช่น สยามอรสุมพล มณีเมฆขลา เทวาสุราราม อรรคราชวรเดช อรรคเรศรรัตนาสน์ ฯลฯ เป็นเรือประเทียบบ้าง เป็นเรือนำริ้วบ้าง เป็นเรือกันโบตบ้าง เป็นเรือรบกลไฟบ้าง เช่น ราญรุกไพรี สยามูปสดัมภ์ ภารประภา อาสวดีรส ยงยศอโยฌิยา ฯลฯ
- เรือเจ้าพระยา เป็นเรือกลไฟเหล็กของอังกฤษนำเข้ามาขายให้แก่พระภาษีสมบัติบริบูรณ์ นับว่าเป็นเรือกลไฟเมล์ลำแรกของประเทศไทยที่เดินทางค้าขายระหว่างสิงคโปร์ กรุงเทพฯ
การสงครามกับพม่าในสมัยรัชกาลที่ ๔
- พวกเมืองเชียงรุ้งขอสวามิภักดิ์ต่อไทยอีก ใน พ.ศ. ๒๓๙๕ โปรดให้ประชุมเสนาบดีปรึกษากัน ที่ประชุมเห็นว่าควรรับไว้ และยกทัพไปตีเชียงตุงเช่นเดียวกับรัชกาลที่ ๓ ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาเกียรติยศของไทย ประจวบกับเวลานั้นพม่ากำลังทำสงครามกับอังกฤษครั้งที่ ๒ ไทยจึงมีโอกาสไปตีเชียงตุง
- ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ไทยยกทัพไปตีเมืองเชียงตุงสองครั้ง ครั้งที่ ๑ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๕ ทรงโปรดให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงวงศาธิราชสนิท เป็นแม่ทัพใหญ่ เจ้าพระยายมราช (นุช) เป็นทัพหน้า ยกไปตีเมืองเชียงตุงแต่ไม่สำเร็จด้วยภูมิประเทศเมืองเชียงตุงเต็มไปด้วยห้วยมีภูเขาล้อมรอบ การลำเลียงส่งเสบียงเป็นไปด้วยความยากลำบากทั้งกันดารน้ำ กรมหลวงวงศาธิราชจึงรับสั่งให้ถอยทัพกลับ และครั้งที่ ๒ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๘ ครั้งนี้กองทัพไทยประสบความยากลำบากยิ่งกว่าครั้งแรกเพราะไปประจวบกับฤดูฝน ไพร่พลเจ็บป่วยล้มตายเป็นอันมาก แต่กองทัพไทยมิได้เสียกำลังใจออกทำการรบพุ่งกับพวกเชียงตุงเป็นหลายครั้งได้ชัยชนะทุกครั้ง ไทยตั้งค่ายล้อมเชียงตุงอยู่ ๒๑ วัน ขัดสนเสบียงอาหารเห็นว่าจะตีไม่สำเร็จจึงยกทัพกลับ นับแต่นั้นต่อมาก็ไม่มีเหตุการณ์ใทยรบกับพม่าอีกเลย จนกระทั่งพม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๘
ธงประจำชาติสยาม
- ครั้นถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อได้ทำหนังสือสัญญาเปิดการค้าขายกับชาวตะวันตก เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๘ แล้ว มีเรือกำปั่นชาวยุโรปและอเมริกาเข้ามาค้าขายในกรุงเทพ ฯ กงสุลต่างประเทศก็เข้ามาอยู่ในกรุงเทพ ฯ แต่ละชาติก็มีธงประจำชาติของเขา พระองค์ทรงมีพระราชดำริและโปรดเกล้า ฯ ให้ใช้ธงรูปช้างเผือกอยู่กลางธงแดงเป็นธงประจำชาติสยาม จึงเป็นอันว่า ประเทศไทยได้เริ่มมีธงชาติตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ธงประจำชาติสยาม
พระสยามเทวาธิราช
- พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริว่าประเทศไทยมีเหตุการณ์ที่เกือบจะต้องเสียอิสรภาพมาหลายครั้ง แต่เผอิญให้มีเหตุรอดพ้นภยันตรายมาได้เสมอ ชะรอยจะมีเทพยดาที่ศักดิ์สิทธิ์คอยอภิบาลรักษาอยู่ สมควรที่จะทำรูปเทพยดาองค์นั้นขึ้นสักการบูชา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการปั้นหล่อรูปเทวรูปสมมุตเป็นทองคำขึ้นองค์หนึ่ง สูงประมาณ ๘ นิ้วฟุต ถวายพระนามว่าพระสยามเทวาธิราช ลักษณะเป็นเทวรูปยืน ทรงเครื่องกษัตริยาธิราช พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นจีบ พระดรรชนีเสมอพระอุระ ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งทรงธรรมในหมู่พระที่นั่งพุทธมนเทียร ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้จัดพระราชพิธีสังเวยเทวดา ในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ของทุกปี
- ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้า ฯ ให้รื้อหมู่พระที่นั่งพุทธมหามนเทียรออก และโปรดเกล้า ฯ ให้อัญเชิญพระสยามเทวาธิราชไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณจนทุกวันนี้

ภาพ "พระสยามเทวาธิราช"
พระนิรันตราย
- พ.ศ. ๒๓๙๙ พระเกรียงไกรกระบวนยุทธ์ ปลัดเมืองฉะเชิงเทรา ได้นำพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิเพชร ซึ่งชาวบ้านสองพ่อลูกขุดได้ที่ดงศรีมหาโพธิ์เข้ามากรุงเทพ ฯ นำขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวายในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงถวายพระนามว่า "พระนิรันตราย" เนื่องจากได้แคล้วคลาดจากการลักขโมยถึง ๒ ครั้ง และพระองค์ทรงดำริให้ช่างหล่อจำลองพระพุทธรูปนิรันตรายไว้ประจำตามวัดธรรมุติกนิกาย ปัจจุบันพระพุทธรูปองค์แท้จริงอยู่ในหอพระสุราลัยพิมาน ในพระบรมมหาราชวังกรุงเทพ ฯ

พระนิรันตราย
- ต่อมา ปีพุทธศักราช ๒๔๐๓ ได้มีคนร้ายเข้าไปขโมยเอาพระกริ่งทองคำองค์ไปเสีย พระองค์ทรงพระราชดำริว่า พระพุทธรูปทองคำองค์ใหญ่ได้แคล้วคลาดพ้นอันตราย ๒ คราว คือ ผู้ที่ขุดได้ก็มิได้ทำอันตราย ขโมยเข้ามาก็ไม่เอาไป นับว่ามีความอัศจรรย์ยิ่ง จึงทรงถวายพระนามว่า "พระนิรันตราย" และทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ช่างหล่อพระพุทธรูปแบบนั่งขัดสมาธิเพชร มีหน้าตักกว้าง ๕ นิ้วครึ่ง หล่อด้วยทองคำสรวมองค์เดิมอีกชั้นหนึ่ง และทรงโปรดให้หล่อจำลองด้วยเงินบริสุทธิ์อีกองค์หนึ่งประดิษฐานไว้คู่กัน
- ทรงมีพระราชศรัทธาเลื่อมใสพระนิรันตรายมาก ได้ทรงพระกรุณาโปรดฯให้หล่อพระพุทธรูป "พระนิรันตราย" จำลองเท่าองค์จริง เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๑๑ ด้วยทองเหลือจำนวน ๑๘ องค์ เท่ากับเวลาที่เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ มีพระราชประสงค์จะก้าไหล่ทองและนำไปถวายวัดธรรมยุติกนิกาย และจะหล่อในวันเฉลิมพระชนมพรรษาเพิ่มขึ้นปีละองค์ทุกปี แต่ยังไม่ทันได้ก้าไหล่ทอง พระองค์เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ จึงโปรดให้ก้าไหล่ทอง แล้วถวายไปยังพระรามธรรมยุติกนิกาย ดังพระราชประสงค์ของพระบรมชนกนาถ พระนิรันตรายเป็นพระพุทธรูปสำคัญที่ได้โปรดให้อัญเชิญมาในพระราชพิธีต่าง ๆ มี พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ เป็นต้น
แท่นพิมพ์หินเครื่องแรกในไทย
- พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหัตถเลขาลงวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๙๒ ถึงนายและนางเอ็ดดี้พระสหายที่เมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้สั่งซื้อแท่นพิมพ์หินมาตั้งที่วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อใช้พิมพ์เผยแพร่หนังสือพุทธศาสนา
หนังสือชุดภาพกรุงรัตนโกสินทร์สองร้อยปี, องค์การค้าของครุสภา, ๒๕๒๕, หน้า ๘๐-๑๒๐.
|
|
|
|
|